Apr
22
2014

แนวโน้มการขนส่งธุรกิจทางเรือในประเทศไทยลดต้นทุนได้จริงหรือ

shipping-forwarding

ปัจจุบันธุรกิจต่างๆ มีการแข่งขันกันสูงขึ้น เนื่องจากความต้องการที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของลูกค้า ทรัพยากรที่ลดน้อยลง ทำให้แต่ละองค์กรต้องพยายามในการหาวิธีการจัดการ และเทคโนโลยีต่างๆ เพื่อช่วยในกระบวนการผลิตและการให้บริการ เพื่อให้อยู่รอดในตลาดการแข่งขัน หนึ่งในเรื่องที่หลายองค์กรให้ความสนใจคือเรื่องของการขนส่ง การขนส่งในบางธุรกิจเป็นต้นทุนหลักที่หลายองค์กรต้องพยายามลดลง ทั้งการใช้Outsource การใช้รถขนส่งโดยก๊าซธรรมชาติ การเปลี่ยนหมวดการขนส่งเป็นการขนส่งทางเรือเป็นอีกวิธีหนึ่งที่ได้รับความสนใจอย่างมาก เพราะสามารถขนส่งได้จำนวนมากและต้นทุนต่ำ แต่การขนส่งทางเรือใช่จะมีแต่ข้อดีเท่านั้น ยังมีข้อเสียหรือปัจจัยทางลบที่องค์กรต้องพิจารณา เพื่อวิเคราะห์เปรียบเทียบก่อนเลือกดำเนินการ

การขนส่งทางเรื่อเท่ากับต้นทุนที่ลดลงจริงหรือ

ในปัจจุบันการขนส่งทางเรือนับว่าเป็นรูปแบบการขนส่งที่กำลังได้รับความนิยม เนื่องจากมีต้นทุนที่ต่ำกว่าการขนส่งประเภทอื่น ซึ่งการที่ต้นทุนต่ำกว่านั้น ก็เพราะการขนส่งแต่ละครั้งจะสามารถขนได้จำนวนมาก หากเปรียบเทียบกับการขนส่งด้วยวิธีอื่นในปริมาณที่เท่ากัน ตัวอย่างเช่น

การขนส่งเบียร์ 1 กล่องน้ำหนัก 15 กก.ต่อกล่อง จากกรุงเทพฯ ไปส่งที่จังหวัดชลบุรี โดยทางรถบรรทุกค่าขนส่งราคากล่องละ 10.60 บาท ในขณะที่การขนส่งทางเรือ 1 ลำ บรรทุกเบียร์ได้ 100,000 กล่อง ค่าขนส่งกล่องละ 2.25บาท และไปจ้างรถกระจายต่ออีก 4.5 บาท ต่อกล่อง รวมเป็น 6.75 บาท ต่อกล่อง ต้นทุนการขนส่งลดลงถึง 36%

เห็นได้ว่าต้นทุนค่าขนส่งนั้นลดลงกว่า 30% ทำให้ผู้ผลิตสินค้าต่างๆ หันมาให้ความสนใจในการขนส่งทางเรือมากขึ้น นอกจากต้นทุนที่ลดลงแล้วการขนส่งทางเรือยังมีข้อดีหลายประการ ดังนี้
1. การขนส่งแต่ละครั้งได้ปริมาณมาก เนื่องจากการขนส่งทางเรือเป็นการขนส่งที่ต้องการให้ต้นทุนต่ำ ดังนั้น เรือที่ใช้ในการขนเป็นเรือขนาดใหญ่ประมาณ 1,000-2,000 ตัน ภายในประเทศ และ 2,000-30,000 ตัน ระหว่างประเทศ การดำเนินการขนถ่ายสินค้าคราวเดียวจะได้สินค้าจำนวนมาก
2. มีความปลอดภัย เนื่องจากการขนส่งทางเรือจะใช้ความเร็วต่ำ อัตราการเกิดอุบัติเหตุจึงค่อนข้างน้อย และการจราจรทางน้ำก็น้อย ไม่เหมือนการจราจรทางบกที่มีปริมาณรถมาก

จากข้อดีของการขนส่งทางเรือ ทำให้ปัจจุบันปริมาณการขนส่งทางเรือของประเทศไทยมีประมาณ 120 ล้านตัน ไม่ว่าจะเป็นน้ำมันเชื้อเพลิง 15-16 ล้านตัน ข้าว 9-10 ล้านตัน ปุ๋ยและวัสดุก่อสร้าง 14-16 ล้านตัน แม้การขนส่งทางเรือจะมีข้อดีในเรื่องของต้นทุนและปริมาณการขนส่งต่อเที่ยวมากกว่าการขนส่งประเภทอื่น แต่การขนส่งทางน้ำก็มีข้อเสียหรือข้อด้อยที่ผู้ผลิตต้องพิจารณาประกอบการตัดสินใจ

ข้อเสียของการขนส่งทางเรือ ที่ผู้ประกอบการควรพิจารณา
1. ความล่าช้าของการขนส่ง เนื่องจากการขนส่งทางเรือ มีปริมาณสินค้าต่อเที่ยวมาก ทำให้อัตราวิ่งของเรือขนส่งต่ำมาก ระยะเวลาในการขนส่งจึงนาน
2. ต้องจัดหาสถานที่เก็บที่ปลายทาง เนื่องจากสินค้าที่ขนส่งทางเรือจะต้องมีปริมาณมาก แต่การรับสินค้าของลูกค้าแต่ละรายไม่เหมือนกัน และเราไม่สามารถบังคับให้ลูกค้ารับสินค้าในวันที่เราต้องการ นอกจากเราจะมีการจัด promotion ให้รับภายในช่วงเวลา
3. ประเภทสินค้าที่ขนส่งทางเรือ ค่อนข้างจำกัด เนื่องจากระยะเวลาการจัดส่งค่อนข้างนาน ทำให้ประเภทสินค้าที่ใช้การขนส่งทางเรือ ได้นั้น ไม่ได้หลากหลายเท่าการขนส่งทางบก สินค้าที่มีการเปลี่ยนสภาพรวดเร็วไม่สามารถใช้การขนส่งทางนี้ได้

จะเห็นได้ว่าการขนส่งทางเรือนั้นเป็นการขนส่งที่ต้นทุนต่ำและสามารถขนถ่ายได้แต่ละครั้งด้วยจำนวนที่มากก็จริง แต่ก็มีประเด็นที่ผู้ใช้บริการต้องคำนึงถึงหลายประเด็นด้วยกัน โดยประเด็นใหญ่ๆ คือเรื่องของเวลาที่ใช้ในการเดินทางของเรือที่ล่าช้าและไม่แน่นอน อาจเกิดปัญหากับสินค้าที่เปลี่ยนสภาพง่าย สินค้าที่ขนส่งทางเรือได้จึงค่อนข้างจำกัด ประเด็นเรื่องของปริมาณในการขนส่งแต่ละเที่ยวซึ่งมากกว่าการขนส่งโดยรถบรรทุกกว่า 100เท่า หากเกิดความเสียหายกับสินค้าก็จะเกิดในปริมาณที่มากกว่านั่นเอง นอกจากนี้ยังต้องพิจารณาท่าเรือที่จะขนถ่ายและเรือที่ใช้ว่าสามารถเทียบท่าได้หรือไม่อีกด้วย ดังนั้น ผู้ต้องการใช้บริการขนส่งทางเรือจะต้องพิจารณาประเด็นต่างๆ ให้ครบถ้วนเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาที่จะตามมาจากการขนส่ง เกิดเป็นค่าใช้จ่ายที่มากกว่าต้นทุนที่ลดลงจากค่าขนส่งที่ได้

Comments Off
Mar
18
2014

การวางแผนที่จะพัฒนาธุรกิจท่าเรือเพื่อรองรับปริมาณการขนส่งสินค้านำเข้าและส่งออกทางน้ำ

เนื่องจากการขนส่งทางน้ำในปัจจุบันเผชิญกับปัญหาในหลายด้าน

ทั้งความกว้างของร่องน้ำและแม่น้ำตื้นเขิน ทำให้ไม่สามารถขนส่งสินค้าทางน้ำได้ ขณะที่โครงสร้างพื้นฐานยังไม่เอื้ออำนวยเพียงพอ อาทิ ท่าเรือมีความแออัดและไม่มีถนนเชื่อมต่อกับท่าเรือโดยตรง เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีปัญหาในด้านของกฎหมายที่มีความล่าสมัย เนื่องจากใช้มาตั้งแต่อดีต โดยมีประเด็นสำคัญ อาทิ การออกใบอนุญาตเดินเรือและการต่อทะเบียนเรือ โดยปัจจุบันเมื่อจดทะเบียนเรือแล้วต้องขออนุญาตเดินเรืออีกครั้ง ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ซ้ำซ้อน ซึ่งจะเป็นสิ่งที่จะต้องเร่งปรับปรุงและพัฒนาจากทั้งฝั่งภาครัฐและเอกชน เพื่อที่จะเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย เนื่องจากประเด็นเหล่านี้ต้องใช้เวลาอีกหลายปีถึงจะแล้วเสร็จ ทั้งในด้านข้อกฎหมายและการวางแผนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางน้ำ มูลค่าการขนส่งสินค้าทางเรืออาจจะเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 8-10 อย่างไรก็ตามการขนส่งทางเรือของไทยแม้ว่าจะเริ่มมีปัจจัยหนุน แต่ยังคงเผชิญความเสี่ยงจากหลายด้านเช่นกัน อาทิ

1. อุปทานขนส่งทางเรือยังคงเติบโตเร็วกว่าอุปสงค์ อุปทานกองเรือในด้านขนส่ง ยังคงเติบโตในอัตราค่อนข้างสูง แต่เริ่มที่จะชะลอตัวลง เนื่องจากมีค่าระวางเรือที่ค่อนข้างต่ำและมีอัตราการแข่งขันที่สูง ขณะที่ความต้องการของผู้บริโภคยังฟื้นตัวได้ไม่เร็วมากนัก
2. แนวโน้มค่าระวางเรือยังคงไม่ฟื้นตัวดีมากนัก อุปสงค์ในด้านการขนส่งทางเรือเติบโตไม่ทัน จำนวนอุปทานที่ยังคงมีอยู่มาก ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญในการกดดันดัชนี BDI และส่งผลให้ธุรกิจมีผลประกอบการ ยังไม่ฟื้นตัวเร็วมากนัก อย่างไรก็ตาม คาดว่าหลังจากเศรษฐกิจในภูมิภาคต่างๆของโลกฟื้นตัว จะช่วยให้มีการค้าขายระหว่างประเทศมากขึ้น ซึ่งจะเป็นปัจจัยหนุนให้ BDI กลับมาอยู่ในระดับสูงอีกครั้ง
3. ผลกระทบจากภัยธรรมชาติที่กระทบต่อการขนส่งทางเรือ โดยเฉพาะเรือเดินสมุทร และการเข้าจอดในท่าที่ได้รับผลกระทบ อาทิ พายุแซนดี้ในสหรัฐอเมริกา พายุในอินเดีย และบราซิล ซึ่งเป็นอุปสรรคที่สำคัญในการขนส่งทางเรือ
4. ปัญหาด้านแรงงานในปัจจุบันนอกจากผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ต้องเผชิญกับภาระต้นทุนในการดำเนินธุรกิจสูงขึ้น อันเนื่องมาจากการปรับขึ้นค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำเมื่อต้นปี 2556 ที่ผ่านมา ผู้ประกอบการยังต้องเผชิญกับปัญหาด้านการขาดแคลนแรงงาน ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจ
5. เงินบาทแข็งค่า ส่งผลต่อการส่งออกของไทย ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเป็นลูกโซ่ต่อมายังการส่งออกสินค้าทางเรือด้วยเช่นกัน

แนวโน้มการขนส่งของไทยคาดว่าจะปรับตัวในทิศทางที่ดีขึ้น

จากแรงหนุนของการฟื้นตัวในภาคการส่งออก ทั้งนี้ภาพรวมของการขนส่งทางเรือในปีที่ผ่านมานั้น แม้เริ่มมีสัญญาณของการฟื้นตัว แต่ก็ยังไม่สามารถกลับมาสู่ระดับศักยภาพได้ เนื่องจากปัจจัยแวดล้อมทางธุรกิจไม่เอื้อต่อการเติบโตไม่ว่าจะเป็นภาคอุตสาหกรรมที่อยู่ในระหว่างการฟื้นฟูจากเหตุการณ์น้ำท่วมในปี 2554 ที่ผ่านมา สถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ยังไม่ฟื้นตัว ส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกของไทย ที่ผ่านมาแม้ธุรกิจขนส่งทางเรือจะเติบโตไม่หวือหวา แต่ผู้ประกอบการขนส่งทางเรือต่างๆได้ปรับตัวเตรียมพร้อมการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือ AEC ในปี 2558 อย่างต่อเนื่อง อาทิ การซื้อเรือมากขึ้น และปรับขนาดของเรือที่ให้บริการเพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มสูงขึ้นและครบวงจรมากขึ้น

สำหรับอัตราค่าระวางเรือในปีนี้โดยเฉลี่ยน่าจะมีแนวโน้มลดลง

แม้ล่าสุดหลายสายการเดินเรือมีการยกเลิกเส้นทางขนส่งบางเส้นทางและปรับลดจำนวนรอบการขนส่ง ซึ่งในระยะสั้นอาจทำให้อัตราค่าระวางเรือเพิ่มขึ้นได้ แต่โดยเฉลี่ยทั้งปีแล้วน่าจะลดลงจากปีก่อน ในส่วนของต้นทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในปีนี้มีแนวโน้มลดลงจากปีก่อนเป็นอย่างมาก อย่างไรก็ตามการลดลงของราคาน้ำมันก็ไม่สามารถช่วยธุรกิจขนส่งสินค้าทางทะเลได้มากนัก ท่ามกลางภาวะที่การค้าระหว่างประเทศหดตัวลงอย่างรุนแรง อีกทั้งโดยทั่วไปแล้วผู้ให้บริการสามารถคิดค่าระวางเรือโดยบวกความเสี่ยงจากราคาน้ำมันได้อยู่แล้ว

Comments Off